เคยสังเกตไหมว่า...
- ทำไมผิวที่สดใส ชุ่มชื้น กลับเริ่มดูแห้งและไม่กระชับเหมือนเดิม ?
- ทำไมรอยเล็ก ๆ บนใบหน้าที่เคยมองไม่เห็น กลับเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ?
- ทำไมพักผ่อนเท่าเดิม แต่ผิวกลับดูเหนื่อยล้าและฟื้นตัวช้าลง ?
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของอายุ แต่เกี่ยวข้องกับ “คอลลาเจน (Collagen)” โปรตีนสำคัญที่เป็นโครงสร้างหลักของผิวหนัง

ร่างกายสร้าง Collagen ได้เอง แล้วทำไมผิวถึงเปลี่ยนไปเมื่ออายุมากขึ้น ?
คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนที่พบมากที่สุดชนิดหนึ่งในร่างกาย คิดเป็นประมาณ 30% ของโปรตีนทั้งหมด เปรียบเสมือนโครงสร้างหลักที่ “ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น แข็งแรง และคงความกระชับ” หลายคนเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของผิวตั้งแต่ช่วงอายุ 25 ปีขึ้นไป เพราะร่างกายมีแนวโน้มสร้างคอลลาเจนลดลงตามธรรมชาติ
ขณะเดียวกันคอลลาเจนเดิมก็ถูกทำลายมากขึ้นจากปัจจัยรอบตัว เช่น แสงแดด มลภาวะ ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ และการบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูง
เราสามารถดูแลหรือชะลอการสูญเสียคอลลาเจนได้หรือไม่ ? คำตอบ คือ ได้ ด้วยการเสริมทดแทนการสร้างที่ทำได้น้อยลง นี่คือเหตุผลว่าทำไมคอลลาเจนถึงยังอยู่ในกระแสมาอย่างยาวนาน
คอลลาเจนทุกชนิด เหมือนกันหรือไม่ ?
เวลามองหาผลิตภัณฑ์คอลลาเจน หลายคนเห็นคำว่า Type I, Type II หรือ Type III แล้วสงสัยว่าต่างกันอย่างไร ?

โดยทั่วไป
Type I พบมากที่สุดในร่างกาย และเป็นคอลลาเจนหลักของผิวหนังและกระดูก
Type II พบมากในกระดูกอ่อนและข้อต่อ จึงมักถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลข้อต่อ
Type III พบในผิวหนัง กล้ามเนื้อ และหลอดเลือด มักพบร่วมกับ Type I
ดังนั้นก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ ต้องถามตัวเองก่อนว่า เราต้องการดูแลผิว หรือดูแลข้อต่อเป็นหลัก ?
ยิ่งโมเลกุลเล็ก ยิ่งดีกว่าจริงไหม ?
เมื่ออ่านฉลากผลิตภัณฑ์ หลายคนอาจพบคำว่า Collagen Peptide, Tripeptide Collagen, Dipeptide Collagen แล้วเกิดคำถามว่าแตกต่างกันอย่างไร

โดยหลักการแล้ว คอลลาเจนที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดเล็กลง (Hydrolyzed Collagen หรือ Collagen Peptide) จะละลายน้ำได้ดีขึ้นและสามารถนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายมากขึ้น
ส่วน Tripeptide และ Dipeptide เป็นโครงสร้างที่มีขนาดเล็กลงอีกระดับ ทำให้ได้รับความสนใจในด้านการดูดซึมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตอบโจทย์การดูดซึมที่ดีมากยิ่งขึ้น
แค่ขนาดเล็กกว่า ดีกว่าจริงไหม ?
คอลลาเจนในร่างกายประกอบด้วยกรดอะมิโนหลัก 3 ชนิด ได้แก่ Glycine (33%), Proline และ Hydroxyproline (รวมประมาณ 23%) คอลลาเจนที่มีองค์ประกอบนี้สูง จึงเป็นตัวชี้วัดว่าจะถูกนำไปสร้างเป็นคอลลาเจนได้มากกว่า
ในท้องตลาดจึงมีการผลิตคอลลาเจน ด้วยกระบวนการ Enzymatic Hydrolysis แบบจำเพาะ ช่วยคงโครงสร้างเปปไทด์ในรูปแบบ Gly-X-Y ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของคอลลาเจนตามธรรมชาติ แตกต่างจากคอลลาเจนทั่วไปที่อาจถูกตัดแบบไม่จำเพาะจนสูญเสียโครงสร้างสำคัญ
3 จุดเด่นของคอลลาเจนโครงสร้างแบบ Gly-X-Y

1. ดูดซึมเร็ว เปปไทด์ขนาดเล็กสามารถถูกดูดซึม และตรวจพบในกระแสเลือดได้ภายใน 30 นาที
2. มีโครงสร้างใกล้เคียงคอลลาเจนธรรมชาติ อุดมด้วย Glycine, Proline และ Hydroxyproline พร้อมโครงสร้าง Gly-X-Y ที่เป็นองค์ประกอบหลักของคอลลาเจน
3. มากกว่าการเป็นแหล่งกรดอะมิโน ทำหน้าที่เป็น Bioactive Peptides ช่วยส่งสัญญาณกระตุ้น Fibroblast ให้สร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ
ตอบโจทย์ครบทั้ง 3 กลไกสำคัญของการบำรุงผิว ได้แก่ ดูดซึมเร็ว ส่งมอบองค์ประกอบสำคัญของคอลลาเจน และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ
ผลลัพธ์คอลลาเจนโครงสร้างแบบ Gly-X-Y ไม่ใช่แค่ความยืดหยุ่น ความกระชับ

เพิ่มความยืนหยุ่น มากขึ้น 7.23 เท่า ภายใน 6 สัปดาห์ เห็นผลต่อเนื่องยาวนาน 12 สัปดาห์ พร้อมลดริ้วรอย 10.5 เท่า
นอกจากการเลือกรับประทานคอลลาเจนแล้ว อย่าลืมดูแลคอลลาเจนในร่างกายให้คุ้มค่า
การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการคงสภาพและการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย
- ทาครีมกันแดด
- นอนหลับเพียงพอหรือไม่
- ดื่มน้ำเพียงพอในแต่ละวัน
“หากคุณเริ่มรู้สึกว่าผิวไม่สดใส กระชับน้อยลง หรือมีริ้วรอยเพิ่มขึ้น อย่าเพิ่งมองว่าเป็นเรื่องปกติ หรือเกิดจากอายุเพียงอย่างเดียว ปัญหาผิวที่เห็น
อาจเกิดจากคอลลาเจนที่ลดลง เริ่มจากการเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เลือกดูแลตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ผิวยังคงดูสุขภาพดีในระยะยาว”
Line ID : @nutritionsc (Add : https://lin.ee/8m8kEJK)


