เทคนิคใช้ “สีธรรมชาติ” อย่างไร ให้เสถียร ไม่เฟดง่ายในอาหารและเครื่องดื่ม

อุปสรรคของการใช้สีธรรมชาติ ที่มักเป็นคำถามของทีมพัฒนาสินค้า

  • ทำไมสีตอนผสมในไลน์ผลิตถึงยังดูสดใส แต่พอผ่านความร้อนหรือหลังจากเวลาผ่านไประยะหนึ่ง สีกลับอ่อนลง ?
  • ใช้สีเดียวกัน แต่ใส่ในคนละสูตร กลับให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน?
  • ในกระบวนการผลิต สีก็ยังดูปกติดี แต่พออยู่ในบรรจุภัณฑ์จริงกลับเริ่มเปลี่ยนโทน ?

หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพราะคุณภาพของสี แต่ความจริงแล้ว… สีธรรมชาติ “ไม่ใช่สีที่นิ่งตายตัว” แบบสีสังเคราะห์

สีธรรมชาติเปรียบเสมือนคนที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อม ถ้าอยู่ถูกที่ จะสวยได้นาน แต่ถ้าเจอเงื่อนไขไม่เหมาะสม สีอาจเปลี่ยนไปได้เร็วกว่าที่คิด

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่จะเลือกใช้สีอะไร แต่ “จะทำอย่างไรให้สีนั้นยังสวยอยู่จนถึงมือผู้บริโภค และอะไรคือปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังความไม่เสถียรของสีธรรมชาติเหล่านั้น ?”

เทคนิคที่1 : เลือกใช้สีธรรมชาติให้เหมาะสมกับ pH ของผลิตภัณฑ์

สีน้ำเงินอัญชันที่เปลี่ยนโทนตาม pH
 

pH สามารถเปลี่ยนสมดุลของโครงสร้างโมเลกุลของเม็ดสีธรรมชาติหลายชนิด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเฉดสีและความเสถียร อย่างเช่น สีในกลุ่ม Anthocyanins จะให้สีแดงสดในสภาวะกรด แต่เมื่อค่า pH เปลี่ยน สีอาจเปลี่ยนเป็นม่วง น้ำเงิน หรือซีดลง ดังนั้น ในการพัฒนาสูตรอาหารและเครื่องดื่ม ต้องทราบค่า pH ของผลิตภัณฑ์นั้นๆ และเลือกใช้สีธรรมชาติให้เหมาะสม

เทคนิคที่2 : การเติมสีหลังจากกระบวนการที่ให้ความร้อน

ความร้อนเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสี โดยเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น โครงสร้างสีอาจเริ่มสลายตัว ส่งผลให้สีอ่อนลงหรือเปลี่ยนเฉดได้  ในบางระบบการผลิต ผู้พัฒนาสูตรอาจพิจารณาเติมสีในช่วงท้ายกระบวนการ เพื่อลดการสัมผัสความร้อน โดยขึ้นอยู่กับชนิดของสีและข้อจำกัดของกระบวนการผลิต จึงควรประเมินผลกระทบของความร้อนในกระบวนการผลิต และเลือกจุดเติมสีหรือเงื่อนไขการผลิตที่ช่วยลดการสัมผัสความร้อนโดยไม่จำเป็น

เทคนิคที่ 3 : ออกแบบการจัดเก็บ และพิจารณาเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ลดการผ่านของแสง

 
ถึงแม้สินค้าจะไม่โดนความร้อน แต่สีก็ยังสามารถซีดลงได้จากแสง โดยเฉพาะรังสี UV ที่กระตุ้นให้เกิดการเสื่อมของเม็ดสีอย่างต่อเนื่อง ทำให้สีค่อย ๆ จางลงระหว่างการจัดเก็บและวางจำหน่าย
 
หากผลิตภัณฑ์มีความไวต่อแสง ควรพิจารณาการเลือกบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยลดการผ่านของแสง หรือออกแบบการจัดเก็บให้เหมาะสม เพื่อช่วยรักษาคุณภาพสีตลอดอายุสินค้า

 

Packaging เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยชะลอการเสื่อมของสี หลังจากที่สูตรและกระบวนการผลิตได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสมแล้ว ได้แก่ ช่วยกันแสง เพื่อลดความเสียหายจากรังสี UV ช่วยลดการซึมผ่านของออกซิเจน เพื่อลดการเกิดออกซิเดชันและการลดปริมาณช่องว่างในบรรจุภัณฑ์ (headspace) เพื่อลดการสัมผัสอากาศและการเสื่อมของสี เป็นต้น

ทั้งนี้ บรรจุภัณฑ์ควรถูกพิจารณาควบคู่ไปกับการพัฒนาสูตรตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพียงเลือกหลังจากสูตรเสร็จสมบูรณ์ เพราะมีผลโดยตรงต่อความคงตัวของสีระหว่างการจัดเก็บและวางจำหน่าย
 

เทคนิคที่ 4 : ควบคุมผลกระทบของออกซิเจนและโลหะต่อสีธรรมชาติ

ออกซิเจนสามารถทำปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation) กับเม็ดสี ทำให้โครงสร้างทางเคมีของสีเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้สีซีดลงหรือเปลี่ยนเฉดได้ และถ้ามีตัวเร่ง เช่น: Fe (เหล็ก), Cu (ทองแดง) หรือแสง + ความร้อน จะยิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการควบคุมการสัมผัสออกซิเจน และการลดปริมาณโลหะที่อาจมีการปนเปื้อน อย่างเช่น การเลือกบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ก็จะสามารถช่วยชะลอการเสื่อมของสีได้

เทคนิคที่ 5 : การทดสอบความเสถียรของสีในสูตรจริง

ความจริงที่สำคัญที่สุด: “สูตรอาหาร = ตัวแปรที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง”

ไขข้อสงสัยที่ว่า ทำไมการใช้สีเดียวกันในคนละสูตร กลับให้สีไม่เท่ากัน ?

เพราะสีไม่ได้อยู่ลำพังในระบบ มันถูกล้อมด้วยองค์ประกอบอื่นเสมอ เช่น :

  • น้ำตาล → เปลี่ยนความหนืด / การกระจายตัว
  • โปรตีน → อาจเกิดปฏิสัมพันธ์กับโมเลกุลสี ส่งผลต่อความเข้มสีหรือความเสถียรในบางระบบ
  • ไขมัน → รบกวนการกระจายแสง
  • โลหะ → เร่ง oxidation
  • วิตามินบางชนิด → ทำให้เกิดการ stabilize หรือเร่งความเสื่อม

จึงสรุปได้ว่าความเสถียรของสีธรรมชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการออกแบบสูตร กระบวนการผลิต และบรรจุภัณฑ์ให้ทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสม และใน 5 เทคนิคที่ได้กล่าวมานี้ อาจทำให้การใช้งานสีธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ลูกค้าท่านใดที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่
☎ : 02-8404361-7
📱 : 083-9885578
Line ID : @nutritionsc (Add : https://lin.ee/8m8kEJK)
📩 : marketing@nutritionsc.co.th
🌐 : www.nutritionsc.co.th
Share the Post:

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า